ประเภทของของสต๊อก

Cycle Stock:

เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าที่มีสต๊อกไว้เพื่อทดแทนวัตถุดิบที่ใช้ไปในการผลิต หรือสินค้าที่ขายไป ซึ่งสต๊อกประเภทนี้จะเก็บไว้เพื่อตอบสนองความต้องการ การผลิตหรือการขาย ซ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความต้องการวัตถุดิบ หรือสินค้าและเวลาในการสั่งคงที่และทราบล่วงหน้า

 

Safety or Buffer Stock:

เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าจำนวนหนึ่งที่เก็บไว้เกินจำนวนเก็บไว้ตามรอบปกติเนื่องจากความไม่แน่นอนในความต้องการ วัสดุคงคลังที่เก็บสำรองไว้ โดยปริมาณของ Safety stock จะมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นกับความไม่แน่นอนของปริมาณความต้องการ ถ้าปริมาณความต้องการวัตถุดิบ หรือสินค้าในแต่ละช่วงเวลาไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน อาจทา ต้องเก็บ Safety stock ในปริมาณมากขึ้น

 

apparel

 

In – transit Inventories:

เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งวัตถุดิบ หรือสินค้าเหล่านี้อาจจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสต๊อกที่เก็บไว้แม้ว่าวัสดุหรือสินค้าเหล่านี้จะยังไม่สามารถขายหรือใช้ได้ ดังนั้น ในการคำนวณต้นทุนในการเก็บรักษา ควรจะรวมต้นทุนของวัตถุดิบ หรือสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งไว้ด้วย

 

Dead Stock:

เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าที่เก็บไว้นานและยังไม่มีความต้องการใช้หรือขายเกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นเพราะความล้าสมัย เสื่อมสภาพ เราควรทำการพิจารณาว่าจะจัดการอย่างไรดี อาจจะทำลายทิ้ง หรือขายลดราคาก็ได้

 

บริหารสต๊อกสินค้าในแบบต่างๆ ด้วยโปรแกรมบริหารงานสต๊อกสินค้าออนไลน์ CheckstockPRO

การบริหาร จัดการสต๊อกสินค้า อย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหาร จัดการสต๊อกสินค้า อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถของธุรกิจ ในการบริหาร และ จัดการสต๊อกสินค้า ที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ธุรกิจนั้น มีความได้เปรียบคู่แข่งหลายๆ ประการ เช่น

  • ลดขนาดการสั่งซื้อและการสั่งผลิตลง
  • สำหรับสินค้าที่ทำการจัดซื้อ ให้ทำการสั่งสินค้าถี่ขึ้น นอกจากจะได้สินค้าใหม่แล้ว ยังช่วยลดสต๊อกสินค้าในคลังลงด้วย อีกทั้งให้ทำการบริหารต้นทุนการจัดซื้อ ให้ต่ำลง โดยใช้ คอมพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศ ในการสร้างคำสั่งซื้อ (Purchase Orders: PO) การใช้ระบบ (Electronic Data Interchange: EDI) ในการส่งผ่านข้อมูลราคาสั่งซื้อ (PO) การใช้ระบบแจ้งการขนส่งสินค้าล่วงหน้า (Advance Shipping Notices: ASNs) เพื่อทำการลดต้นทุนการจัดซื้อ ก็จะช่วยสามารถ ลดต้นทุนด้านการจัดซื้อ และการรับสินค้าลดลงได้ นอกจากนั้นยังจะ สามารถสั่งได้บ่อยขึ้น หรือสามารถลดปริมาณสินค้าคงคลังโดยเฉลี่ยได้
  • สำหรับสินค้าที่ทำการผลิตนั้น หากต้นทุนการติดตั้ง หรือการเปลี่ยนเครื่องมือ (Change over) มีค่าสูง ควรแก้ไขให้กิจกรรมนี้ให้มีเวลาที่สั้นลงจะสามารถลดสต๊อกสินค้าคงคลังได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้
  • ลดต้นทุนการเก็บสต๊อกสินค้าคงคลัง (Lower inventory costs)
    • เพิ่มการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ โดยการให้เช่าพื้นที่ที่มีอยู่ หรือ ลดการการขยายพื้นที่คลังสินค้า โดยใช้ เครื่องมือที่สามารถขนย้ายสินค้าในช่องแคบ การใช้ชั้นลอย หรือวิธีการเก็บสินค้าที่เหมาะสมมากขึ้น
  • การตั้งระดับปริมาณสต๊อกสินค้าเผื่อขาดให้เหมาะสม
  • วางแผนการประกอบ เมื่อเกิดความต้องการ และไม่ต้องการ
    • ควรมีการทบทวนแผนการสั่งซื้อ และการผลิตตลอดเพื่อทำการสั่งเพิ่ม หรือยกเลิกสินค้าที่ไม่ต้องการ เพื่อให้สต๊อกสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม
    • สำหรับสินค้าที่เป็นชิ้นส่วน ที่สามารถนำไปผลิตสินค้าต่อเนื่อง ได้อีกหลายชนิด (Parent products) ควร จะทำการเก็บสินค้าคงคลัง ไว้ในรูปแบบของสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished product) เพื่อลดปริมาณสต๊อกสินค้า คงคลังทั้งหมด เนื่องจากสามารถลดปริมาณสินค้าคงคลัง ของทุกรายการแต่ละแบบได้
  • วิเคราะห์ และคาดการความต้องการของลูกค้า อย่างสม่ำเสมอ
    • ควรใช้ประสบการณ์ ควบคู่ไปกับสูตรการคำนวณความต้องการของลูกค้า เพื่อพยากรณ์ ยิ่งแม่นยำ ก็จะทำให้เราวางแผนการสั่งซื้อ และการผลิตได้ถูกต้อง เป็นผลให้ปริมาณสต๊อกสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมด้วย
    • เหตุการณ์บางเหตุการณ์ อาจจะทำให้เกิดความต้องการของสินค้าเพิ่มขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ทำให้เรา ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่น ในการจัดการปริมาณสต๊อกสินค้าคงคลังมาประกอบด้วย เช่น เทศกาลปีใหม่ที่ทำให้ความต้องการกระเช้าของขวัญมากขึ้นทำให้ต้องมีการวางแผนปริมาณสต๊อกสินค้าคงคลังรองรับเหตุการณ์ดังกล่าว
  • สร้างความร่วมมือระหว่างซัพพลายเออร์ในการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งจะทำให้สามารถการจัดซื้อสินค้าแต่ละประเภทได้ในปริมาณที่น้อยลง และสั่งได้ถี่ขึ้น จัดการสต๊อกสินค้า ที่ดี จะทำให้การเก็บปริมาณสต๊อกสินค้าคงคลังน้อยลง
  • จัดส่งสินค้าต่อไปให้ลูกค้าเมื่อสินค้ามาถึง (Cross-dock customer shipments) สามารถลดความต้องการในการ เก็บสต๊อกสินค้าคงคลัง เนื่องจากสินค้าสามารถนาส่งต่อไปยังลูกค้าได้ทันที โดยไม่ต้องทำการจัดเก็บสินค้า

 

จัดการสตีอกสินค้าอย่างมืออาชีพ

  • การให้ซัพพลายเออร์เป็นผู้บริหารสินค้าคงคลัง (Vendor-Managed Inventory: VMI) การสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมให้ซัพพลายเออร์ เข้ามารับผิดชอบการบริหารสินค้าคงคลัง เนื่องจากซัพพลายเออร์สามารถทราบปริมาณสต๊อกสินค้าคงคลัง และแผนการผลิตสินค้าของฝ่ายตนเอง และสามารถทราบความ ต้องการที่แท้จริงของสินค้าพร้อมกับปริมาณสต๊อกสินค้าคงคลังของลูกค้า ส่งผลให้ต้นทุนสต๊อกสินค้าคงคลัง ลดลงทั้งฝ่ายซัพพลายเออร์และลูกค้า
  • ลดระยะเวลาในการสั่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ หรือระยะเวลาในการขนส่งสินค้า หรือ ระยะเวลาในการรับสินค้า จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการในการ เก็บสต๊อกสินค้าคงคลังลดลง นอกจากนี้การลดความไม่แน่นอนของระยะเวลาในการสั่งซื้อก็สามารถลดความต้องการ ของการเก็บสต๊อกสินค้าได้
  • เคลื่อนย้ายสินค้าคงคลัง (Transshipment) เมื่อสินค้าคงคลังของสินค้าบางรายการ ณ คลังสินค้าแห่งหนึ่งมีมากเกินไป อย่างไรก็ตามได้มีความ ต้องการสินค้าประเภทเดียวกัน ณ คลังสินค้าอีกที่หนึ่ง ดังนั้นระบบในการเกลี่ยปริมาณสินค้าคงคลังจากที่หนึ่ง มาที่หนึ่งที่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลดีต่อการบริหารสินค้าคงคลังได้ดี อย่างไรก็ตามต้นทุนในการเคลื่อนย้าย สินค้านี้ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • การจัดสินค้า Dead Stock (สินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว) และสินค้า Slow Moving (สินค้าที่ถูกขายออกไปช้า) ซึ่งการจัดการลดกลุ่มสินค้าเหล่านี้เป็นการช่วยลดต้นทุนทั้งในคลังสินค้า (Warehousing) การจัดดำเนินการสินค้าในคลัง (Handling) การขนส่ง (Transportation) เช่น สินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวช้า ทำให้เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และการดูแลสต๊อกสินค้าในคลัง

จัดการสต๊อกสินค้า อย่างมืออาชีพ ด้วยแอพพลิเคชั่น ที่รองรับการใช้งานพร้อมๆกันได้หลายสาขา โหลดฟรีที่นี่

ดาวน์โหลดฟรี โปรแกรมเช็คสต๊อกสินค้าได้แล้ววันนี้

posted in: Uncategorized | 0

ทันสมัยด้วยโปรแกรมเช็คสต๊อกโปร ดูยอดคงเหลือสินค้าคงคลังผ่านมือถือ

รองรับระบบคลาวด์สำหรับธุรกิจที่มีหลายสาขา

ออกรายงานสินค้าคงเหลือ และความเคลื่อนไหวสินค้าเข้าออกได้ทาง PC

 

ระบบโปรแกรมเช็คสต๊อกสินค้าด้วยสมาร์ทโฟนฟรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใช้ได้ทั้งเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ และไอโฟน

ดาวน์โหลดได้แล้วที่ Google Play Store -> https://play.google.com/store/apps/details?id=nobel.dev.stockpro&hl=en

หันมาใช้ระบบบาร์โค้ดควบคุมสินค้าในสต๊อกกันเถอะ

ด้วยฟีเจอร์การเช็คสต๊อกที่ใช้ง่าย ทันสมัย และสามารถใช้กับบาร์โค้ดได้ ทำให้การจัดการสต๊อกสินค้าของคุณกลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายที่สุด
สามารถถ่ายรูปหรืออัพโหลดรูปสินค้าจากแกลอรี่รูปภาพที่อยู่ในเครื่องได้
มีฟีเจอร์เตือนในกรณีที่ปริมาณสินค้าในโกดังต่ำกว่าระดับที่ตั้งไว้
สามารถอัพโหลดขึ้นคลาวด์เพื่อใช้ร่วมกันหลายๆเครื่องได้ (ในเวอร์ชั่น CheckstockPRO Cloud)
สแกนบาร์โค้ดเพื่อช่วยในการจัดการสต๊อกสินค้าคงคลัง
สามารถใช้งานกับบาร์โค้ดได้หลากหลายประเภททั้ง (EAN, UPC, CODE 39, CODE 128, and also 2 Dimensional QR Code)
นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการสต๊อกสินค้าได้หลากหลายประเภท
เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการทราบจำนวนสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำและรวดเร็ว
สามารถใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยไม่จำเป็นจะต้องต่อกับ 3G หรือไวไฟเพื่อใช้งาน
แสดงสินค้าที่ขายดีที่สุดของคุณในแดชบอร์ด
แสดงสินค้าที่มีจำนวนคงเหลือเยอะที่สุด และเหลือน้อยที่สุดในโกดังของคุณ
ติดตามการเข้าออกของสินค้าได้ทุกรายการใน Activity Log
พร้อมคู่มือการใช้งานในตัวโปรแกรม
สามารถโปรโมทสินค้า โดยการแชร์รูปสินค้า รายละเอียดสินค้าไปที่เฟสบุ๊คได้
มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่สูญหาย ถ้าโทรศัพท์มือถือมีปัญหา ด้วยการแบ๊คอัพข้อมูลเพื่อไปเก็บยังเซิฟเวอร์ระบบคลาวด์ด้วยเวอร์ชั่น CheckstockPRO Cloud

และอื่นๆอีกมากมาย…..

หันมาใช้ระบบบาร์โค้ดควบคุมสินค้าในสต๊อกกันเถอะ

CheckstockPRO – by Nobel Solutions 2011 ระบบโปรแกรมเช็คสต๊อกสินค้าบนมือถือที่ใช้ง่ายที่สุด





ดาวน์โหลดได้แล้วที่ Google Play Store -> https://play.google.com/store/apps/details?id=nobel.dev.stockpro&hl=en

โปรแกรมสต๊อกสินค้า ที่ดีและเหมาะกับธุรกิจของคุณ

โปรแกรมสต๊อกสินค้า ที่ดีจะถูกออกแบบให้เหมาะสม และสามารถรองรับการบริหารจัดการทุกกิจกรรมภายในคลังสินค้า รวมทั้งยังต้องสามารถเชื่อมต่อกับระบบซอฟท์แวร์บริหารงานธุรกิจอื่นๆ ที่หน่วยงานหรือองค์กรมีอยู่

มาตรฐานของระบบโปรแกรมสต๊อกสินค้า ที่สำคัญจะต้องประกอบด้วยความสามารถที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการดำเนินงานของคลังสินค้า โดยจะต้องประกอบด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้

การรับสินค้า (Receiving) การรับสินค้าเป็นขั้นตอนที่ทำต่อเนื่องมาจากการจัดซื้อซึ่งจะใช้ข้อมูลการสั่งซื้อ (Purchase Order) เป็นข้อมูลการนำเข้า (Input Data) ซึ่งทำให้ผู้รับสินค้าหรือคลังสินค้า ทราบว่าสต๊อกสินค้านั้น ๆ สั่งซื้อเมื่อใด ปริมาณเท่าไร ผู้ขายและผู้ซื้อคือใคร และกำหนดการส่งสินค้าว่าตรงตามเวลาหรือไม่ เมื่อรับสินค้าเข้าระบบแล้วก็จะจัดทำ Barcode เพื่อระบุรายละเอียดของสินค้านั้นๆ

การเก็บสินค้า (Put-away) ระบบจะตรวจสอบในฐานข้อมูลว่าสินค้าชนิดนั้นๆ สมควรจะจัดเก็บไว้ในพื้นที่จัดเก็บไหน ซึ่งจะมีการคำนวณจากขนาดของพื้นที่และชั้นเก็บของต่าง ๆ ว่ามีขนาดและน้ำหนักเท่าไร เพียงพอต่อสินค้าที่จะนำมาเก็บหรือไม่ และจำแนกประเภทของสินค้าไปเก็บไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสมหรือตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ ต่อจากนั้นระบบจะทำการกำหนดลำดับงานและเส้นทางในการจัดเก็บสินค้าที่เหมาะสม เมื่อสินค้าได้ถูกจัดเก็บแล้ว ระบบจะต้องสามารถบันทึกว่าสินค้าชนิดนั้นๆ จัดเก็บอยู่ในพื้นที่จัดเก็บใดด้วยระบบ Barcode

 

โปรแกรมสต๊อกสินค้า

หยิบสินค้า (Order picking) เจ้าหน้าที่คลังสินค้าจะออกไปหยิบสินค้าที่กำหนดไว้ตามใบสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า (Order) โดยระบบจะมีการระบุรายละเอียดต่างๆ ของสินค้ารวมทั้งตำแหน่งที่อยู่ของสินค้า แม้ว่าสินค้าอาจอยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ต่างๆ หลังจากหยิบแล้วพนักงานจะตัดสินค้าออกจากตำแหน่งนั้นๆ ด้วยระบบ Barcode และจะนำกลับมาที่จุดส่งของเพื่อดำเนินการตรวจเช็ค และจัดส่งต่อไป

การกำหนดสถานะสินค้า (Stock Status) ระบบจะต้องสามารถแบ่งแยกสถานะของสินค้าได้ สถานะของสินค้าอาจแบ่งเป็นดังนี้

  • สินค้าพร้อมใช้ หรือพร้อมขาย (Unrestricted Stock)
  • สินค้ารอการตรวจคุณภาพ (Quarantine Stock)
  • สินค้าห้ามจำหน่าย (Blocked Stock)

กระบวนการนับสต๊อกตามรอบของสินค้า (Cycle count) ผู้ใช้ในคลังสินค้าสามารถทำการตรวจนับสินค้าเฉพาะบางส่วนหรือตามที่ต้องการ ภายในช่วงเวลาที่กำหนดโดยอาศัยการประมวลผลจากฐานข้อมูลแบบ Real time หรือสามารถตรวจนับในขณะที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ โดยที่ระบบ Cycle count สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Mobile network ซึ่งจะใช้การตรวจนับด้วยระบบ Barcode

Physical Stock Count ผู้ใช้ในคลังสินค้าสามารถทำการตรวจนับสินค้าทั้งหมดแบบ blind count ได้โดยอาศัยการประมวลผลจากฐานข้อมูลแบบ Real time การทำ Physical Stock Count สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Mobile network ซึ่งจะใช้การตรวจนับด้วยระบบ Barcode

 

โปรแกรมเงินเดือนและบริหารงานบุคคล-EZY-HR

วัสดุคงคลังกับระบบการจำแนกเป็นหมวด ABC

วัสดุคงคลัง ที่ถูกจัดหมวดหมู่ จะสามารถทำให้เราได้ประโยชน์ จากการจัดการคลังสินค้า ได้อย่างสูงสุด

ระบบจำแนกวัสดุคงคลัง

 

  • วัสดุ A หรือสินค้า A เป็นวัสดุคงคลัง ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างมาก มีปริมาณการใช้สูง หรือมีมูลค่าสูง อาจใช้กฏ 80:20 เป็นวิธีกำหนดวัสดุคงคลังชนิด A (จำนวนวัสดุคงคลังแค่ 20 ชนิดจากวัสดุคงคลังทั้งหมด มีมูลค่าทางธุรกิจถึง 80%) วัสดุคงคลัง A ต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดมาก ด้วยการลงบัญชีทุกครั้งที่มีการรับจ่าย และมีการตรวจนับจำนวนจริงเพื่อเปรียบเทียบกับจำนวนในบัญชีอยู่บ่อยๆ (เช่น ทุกวันหรือ ทุกสัปดาห์) และต้องเก็บของไว้ในที่ปลอดภัย ในด้านการจัดซื้อก็ควรหาผู้ขายไว้หลายรายเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัสดุ หรือวัสดุคงคลังและสามารถเจรจาต่อรองราคาได้
  • วัสดุ B หรือสินค้า B เป็นวัสดุคงคลังที่มีความสำคัญต่อธุรกิจปานกลาง ควบคุมอย่างเข้มงวดปานกลาง ด้วยการลงบัญชีคุมยอดบันทึกเสมอเช่นเดียวกับ A ควรมีการเบิกจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการสูญหาย การตรวจนับจำนวนจริงก็ทำเช่นเดียวกับ A แต่ความถี่น้อยกว่า (เช่น ทุกสัปดาห์ หรือ ทุกสิ้นเดือน) และการควบคุม B จึงควรใช้ระบบวัสดุคงคลังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ A
  • ส่วนสุดท้าย วัสดุประเภท C เป็นวัสดุคงคลังที่มีความสำคัญต่อธุรกิจน้อย วัสดุคงคลังประเภทนี้จะวางให้หยิบใช้ได้ตามสะดวกเนื่องจากเป็นของราคาถูกและปริมาณมาก ถ้าทำการควบคุมอย่างเข้มงวด จะทำให้มีค่าใช้จ่ายมากซึ่งไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้ป้องกันไม่ให้สูญหาย การตรวจนับ C จะใช้ระบบวัสดุคงคลังแบบสิ้นงวดคือ เว้นสักระยะจะมาตรวจนับดูว่าพร่องไปเท่าใดแล้ว จึงซื้อมาเติม หรืออาจใช้ระบบสองกล่อง (Two bin system) ซึ่งมีกล่องวัสดุอยู่ 2 กล่องเป็นการเผื่อไว้ พอใช้ของในกล่องแรกหมดก็นำเอากล่องสำรองมาใช้แล้วรีบซื้อของเติมใส่กล่องสำรองแทน ซึ่งจะทำให้ไม่มีการขาดมือเกิดขึ้น

 

เทคนิคการจำแนกสินค้าตามประเภทดังต่อไปนี้ มีประโยชน์ในการบริหารจัดการวัสดุคงคลังเป็นอย่างมาก ถ้านำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ธุรกิจมีความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงขึ้น

 

สนใจระบบโปรแกรมตรวจเช็คสต๊อกสินค้า CHECKSTOCKPRO ติดต่อ 095-941-3663

วิธีทำให้สินค้าคงคลังถูกต้องแม่นยำ

posted in: Uncategorized | 0

สินค้าคงคลังมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในหลายๆด้าน การจัดการที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณคงความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

  • นำเทคโนโลยีในการควบคุมสินค้าคงคลังเข้ามาช่วย เช่นระบบ Warehouse Management System ซึ่งระบบจะมีหน้าที่บันทึก การรับเข้า การจัดเก็บ การย้ายสินค้า และการจ่ายออก เพื่อช่วยลดความผิดพลาดของกิจกรรมต่าง ๆ ภายในคลังสินค้า
  • จัดทำวิธีการทำงานมาตรฐานที่เหมาะสมกับธุรกิจนั้น ให้ใช้งานได้จริง ควบคู่ไปกับระบบควบคุมสินค้าคงคลัง พร้อมทั้งจัดอบรมพนักงานให้ทำงานได้อย่างถูกวิธีตามมาตรฐาน

 

เทคโนโลยีในการตรวจนับสินค้าคงคลัง

 

  • จัดคลังสินค้าให้เหมาะสมกับสินค้าคงคลัง เช่น การมีช่องจัดเก็บเหมาะสมกับสินค้า, การมีพื้นที่พักสินค้าที่เหมาะสม (Staging area), การมีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอกับนโยบายสินค้าคงคลัง
  • มีการนับสต็อคอย่างสม่ำเสมอ อาจมีการทำวางแผนทำ Cycle count ทั้งปี และมีการทำ Physical count อย่างน้อยปีละครั้ง
1 2